อ่าน “วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน” แล้วรู้สึกอย่างไรบ้างหรอ อืม เหมือนได้ย้อนวัยกลับไปสมัยเรียนจบใหม่ๆ กี่ปีน่ะหรอ 15 ปีได้แล้วมั้ง (นับจากปี 2021) คือเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้เขียน “น้องพลอย” เลย พราะเวลาที่เราเรียนไม่ว่าจะมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ก็จะมีรูปแบบแพทเทิร์น ตารางการเรียนหรือเป้าหมายเป็นช่วงให้เราได้เรียนตามหรือเลือกปรับได้นิดหน่อย ที่นี้พอเราเรียนจบแล้ว ทางเลือกของชีวิตเรียกได้ว่าอิสระ หมายความทางเลือกนั้นหลากหลายมาก ผู้เขียนถือว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานเป็นนักแสดงระหว่างที่เรียน ซึ่งน่าจะทำให้มีมุมมองกว้างขึ้นในเรื่องของการทำงาน
“ผมอยากให้คุณดื่มด่ำกับบรรยากาศ เพราะการเที่ยว ไม่ใช่ไปเพื่อถ่ายรูป แต่ไปเพื่อเก็บประสบการณ์ ไม่เชื่อคุณลอง get lost ดูสิ”
วิชาเดินทางหลังเลิกเรียน – page 37
หนังสือเล่มนี้ให้อารมณ์เหมือนเราอ่าน diary บันทึกการเดินทางของเด็กสาวคนนึงที่กล้าที่จะลองเดินทางรถไฟสาย “Trans-Siberian” ระยะทาง 9,289 กิโลเมตรหลังเรียนจบมหาวิทยาลัยด้วยตัวคนเดียว รถไฟสายนี้น่าจะเป็นสายนึงที่หลายคนอยากจะมีโอกาสได้ลองเดินทางไปด้วยสักครั้งในชีวิตรวมถึงผมเองด้วย แต่ด้วยเวลาที่นานกับภาระในปัจจุบัน คงต้องเก็บเป็น bucket list แล้วอ่านหนังสือเล่มนี้พลางๆไปก่อน ฮ่าๆๆ
ด้วยความที่เป็น diary การรับรู้เรื่องราวจะเป็นไปตามลำดับเวลา ก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และเมื่อจบการเดินทาง ช่วงก่อนการเดินทางนั้นเต็มด้วยอารมณ์ ตื้นเต้น อยากค้นหา กังวลว่าจะเจออุปสรรคในการเดินทางล่วงหน้า ความคาดหวังที่จะได้เจอวิวที่สวย ผู้คนที่หลากหลาย สัมผัสวัฒนธรรมที่หลากหลายในการเดินทางจากทวีปเอชียสู่ยุโรป ซึ่งเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ จะพบความจริงว่าความไม่คาดฝัน ความคลาดเคลื่อนไม่เป็นไปตามที่หวังในการเดินทาง การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การได้เจอคนแปลกหน้า มันเป็นเสน่ห์มากๆเลยในการเดินทาง
ในเล่มผู้เขียนได้พบเจอเพื่อนร่วมทางแปลกหน้าใหม่ๆอยู่เสมอ และเกินกว่าครึ่งเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่ดีมากเลย ไม่ว่าจะเป็นลุงฝรั่งในรถไฟ ที่เดินทางมาค่อนโลกและเดินทางคนเดียวเหมือนกัน ที่โคจรมาเจอกันในรถไฟสายเดียวกัน นักท่องเที่ยว backpacker ที่มาเข้าพักใน hostel เดียวกัน มีกิจกรรมทำอาหารร่วมกัน ประหยัดค่าอาหารในการท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนมุมมองในการชีวิตแบบเปิดใจ ก็มาพักที่เดียวกัน ผมเชื่อว่าการที่เราพบเจอเพื่อนร่วมทางที่คล้ายกันในกิจกรรมที่เราทำหรือสถานที่ที่เราเดินทางไป อาจจะเรียกได้ว่าเป็นไปตาม “ทฤษฎีแรงดึงดูด” ที่นำพาคนที่คล้ายๆกันมาเจอกัน
หนังสือให้ได้มุมมอง ข้อมูลการเดินทางด้วยเส้นทางรถไฟที่ยาวนานนี้ มันผสมกันระหว่างความตื้นเต้นที่จะได้เจออะไรแปลกใหม่ ความลุ้นระทึกในการเดินทาง ความไม่คาดฝันจากปัจจัยอื่น ความเหงาที่ต้องเดินทางคนเดียวที่เป็นธรรมดาของมนุษย์เรา หรือความเบื่อเมื่อความแปลกใหม่ได้หายไปและเปลี่ยนเป็นความคุ้นตา ซึ่งเนื้อหาอ่านง่าย ได้รับประสบการณ์ตรงในการเดินทาง แต่ส่วนตัวผมเองอยากให้มีรูปประกอบมากกว่านี้ อยากเห็นภาพในสิ่งที่ผู้เขียนประทับใจไปพร้อมกับเนื้อหา ซึ่งเป็น comment เดียวสำหรับหนังสือเล่มนี้
